เคล็ดลับขายของออนไลน์ ยังไง ไม่ให้เจ๊ง เทคนิคขายของออนไลน์

1563
แบ่งปัน

ในปัจจุบัน ต้องบอกว่า กระแสนิยมของการริเริ่ม ทำธุรกิจส่วนตัว กำลังมาแรงมากๆ โดยอาชีพอันดับหนึ่งเลยตอนนี้ ก็คือ การขายของออนไลน์ โดยเปิดหน้าร้าน ผ่านทางเฟสบุ๊คบ้าง หรือทำเป็นระบบเว็บขายสินค้าออนไลน์บ้าง แต่ไม่ใช่ว่า ทุกคนจะสามารถประสบความสำเร็จได้ คนส่วนใหญ่ พยายามทำ เพราะคิดว่า การขายของออนไลน์ มันเป็นเรื่องง่าย แต่จริงๆ แล้ว ไม่ใช่แบบนั้น มีคนจำนวนมาก ที่ไปไม่ถึงดวงดาว ต้องประสบปัญหาขาดทุน เนื่องจากลงทุนไปแล้ว แต่ขายของไม่ได้ ด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ แต่เหตุผลสำคัญเลยก็คือ การไม่เข้าใจในเรื่องของ การสร้างแบรนด์ และความแน่วแน่ ในการทำธุรกิจ ยิ่งทุกวันนี้ ทุกอย่างสามารถทำผ่านโลกออนไลน์ได้ การสร้างแบรนด์ หรือสร้างภาพลักษณ์ที่ดี ยิ่งต้องมีความระมัดระวังมากขึ้นเป็นเท่าตัว เพราะถ้าทำไม่ดี ก็จะมีคนเอาไปต่อว่าในโลกโซเชียล ลูกค้าก็หาย ขายของก็ไม่ได้ สุดท้าย ก็มีทางเลือกแค่ “เจ๊ง” หรือไม่ก็รีแบรนด์ใหม่ แต่ถ้ายังไม่เข้าใจ และแก้ปัญหาถูกจุด ก็ต้องพาตัวเอง กลับมา “เจ๊ง” เหมือนเดิมครับ วันนี้ผมจึงมี เคล็ดลับขายของออนไลน์ ที่จะช่วยทำให้ธุรกิจ สามารถไปได้ ของขายได้ ไม่เจ๊งอย่างแน่นอน

เคล็ดลับขายของออนไลน์ ยังไง ไม่ให้เจ๊ง

เคล็ดลับขายของออนไลน์ ถ้าทำแล้ว จะอยู่ได้ ไม่เจ๊งแน่นอน

  1. ต้องมีความแตกต่าง อันนี้ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้ครับ เพราะเจ้าของธุรกิจหน้าใหม่ ที่เริ่มทำธุรกิจทุกวันนี้ คิดแต่จะเลียนแบบคนอื่น เห็นคนนั้นทำธุรกิจแบบนั้น แล้วได้เงินเยอะ ก็แห่ตามกันไปทำ ผลสุดท้าย ก็ขายไม่ได้ แล้วก็เจ๊งในที่สุด อยากดัง อยากแจ้งเกิด อยากขายได้ ก็ต้องมีความแตกต่างครับ อย่าไปซ้ำ หรือเหมือนกับคนอื่นๆ
  2. ต้องมีความชัดเจน นอกจากจะต้องแตกต่างแล้ว เมื่อคิดได้ว่าจะทำอะไร ก็ต้องมีความชัดเจน เมื่อเปิดตัวแบรนด์แล้ว ต้องแถลงออกมา หรือแสดงออกให้ชัด ถึงท่าที และเป้าหมายของแบรนด์ ว่ามีจุดประสงค์อะไร และมุ่งมั่นที่จะทำอะไรให้กับลูกค้า “อย่ามั่ว” ส่วนใหญ่ มักจะทำขึ้นมาแบบจับฉ่าย ถ้าธุรกิจ ยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจน ลูกค้าก็จะไม่เกิดความเชื่อมั่น และไม่รู้ว่า จริงๆ แล้ว ธุรกิจนี้ ทำเรื่องอะไรกันแน่
  3. ต้องซื่อสัตย์ และรักษาคำมั่นสัญญา นี่คือเรื่องสำคัญ ที่หลายๆ แบรนด์ ยังคงสามารถยืนหยัดอยู่ได้ แม้จะมีคู่แข่งหน้าใหม่ เพิ่มมากขึ้นแค่ไหน ต้องซื่อสัตย์กับลูกค้าเสมอ อย่าขี้โกง และเมื่อประกาศ หรือแถลงอะไรไปแล้ว ก็ต้องทำให้ได้ตามนั้น เพราะคำประกาศหรือโฆษณาของแบรนด์ ก็เหมือนกับเป็นพันธสัญญา ต้องรักษาและทำตามให้ได้ ลูกค้าจะเกิดความศรัทธา และเชื่อมั่นในแบรนด์
  4. ต้องจริงใจ กับลูกค้า ส่วนใหญ่หายากครับ ทุกวันนี้ เจ้าของธุรกิจ จะเน้นแต่ผลกำไร ไม่ค่อยจริงใจกับลูกค้าสักเท่าไหร่ คิดแต่เรื่องตัวเลข และความคุ้มค่า มากกว่าที่จะคิดเรื่องของน้ำใจ ธุรกิจไหน ที่จริงใจกับลูกค้า ธุรกิจนั้น ก็จะอยู่ได้แน่นอนครับ
  5. ต้องมีความน่าเชื่อถือ อันนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะกว้างมาก เพราะมันไม่ใช่แค่ การจะทำเว็บให้ดูน่าเชื่อถือ เพียงอย่างเดียว จริงอยู่ที่ว่า เว็บไซต์ เป็นประตูด่านแรก ที่ลูกค้า ต้องเข้ามาเจอ แต่เมื่อผ่านเว็บไซต์มาแล้ว ก็ต้องมาเจอกับ เพจ Facebook และโซเชียลมีเดียอื่นๆ รวมทั้งการพูดคุยทางโทรศัพท์ และสิ่งอื่นๆ อีกมากมาย ที่เกี่ยวกับเรื่องของแบรนด์ เอาเป็นว่า มันคือทุกอย่างนั่นแหละครับ ที่จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ
  6. ต้องศึกษาหาความรู้ เพื่อพัฒนาตนเอง และต้องมีวิสัยทัศน์กว้างไกล ข้อนี้ ถือว่าสำคัญที่สุด มากกว่าทุกข้อที่กล่าวมา เพราะถ้าเจ้าของธุรกิจ อีโก้สูง คิดว่าตัวเองเก่ง ตัวเองแน่ “ไม่เป็นไร ลองดู อย่างเราก็น่าจะทำได้” ส่วนใหญ่ เจ๊งมานักต่อนักแล้ว เจ้าของธุรกิจที่ดี ต้องเป็นคนที่มีความใฝ่รู้ คือ พร้อมจะเรียนรู้ จากผู้รู้ตลอดเวลา เพราะยิ่งเรียนรู้มากเท่าไหร่ นั่นแปลว่า โอกาสที่จะผิดพลาด ขาดทุน หรือล้มเหลว ก็ยิ่งมีน้อยลงๆ เรื่อยๆ ที่สำคัญ ต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างทุกวันนี้ โลกออนไลน์ คือขุมทอง สำหรับทุกธุรกิจ ที่มีหน้าร้านจริงๆ แต่เชื่อหรือไม่ว่า เจ้าของร้านส่วนใหญ่ ไม่เห็นความสำคัญ ของอินเทอร์เน็ต อาจจะด้วยความไม่รู้ หรือเหตุผลใดก็ตาม ทำให้พลาดโอกาสที่จะเพิ่มจำนวนลูกค้าแบบมหาศาลไป เป็นที่น่าเสียดายอย่างมากเลยทีเดียว
เรื่องเด็ดห้ามพลาด  Online marketing strategy แผนการตลาดออนไลน์ ถ้าธุรกิจไหนไม่มี มีโอกาสเจ๊ง

นอกจากนี้ เจ้าของธุรกิจ ควรจะใส่ใจในเรื่องของ คุณภาพ ของสินค้า/บริการ ของตัวเองให้มากที่สุด พยายามให้คุณภาพของสินค้า หรือบริการ มันขายตัวมันเอง การบริการ แม้จะสำคัญก็จริง แต่ถ้าผลิตภัณฑ์มันไร้คุณภาพ ต่อให้บริการดีแค่ไหน ก็ไม่มีใครซื้อหรอกครับ ยอดขายก็มีแต่จะตกต่ำลง แต่ถ้าสินค้า/บริการ มันดีจริง ลูกค้าของเรานั่นแหละ ที่จะเป็นตัวบอกต่อ และโฆษณาให้กับเราเอง โดยที่ไม่จำเป็นต้องโฆษณาเลย อย่างบริษัท แอพเทพ ก็ไม่ได้เน้นการทำโฆษณาให้กับบริษัทฯ แต่เน้นที่คุณภาพของบริการ ให้ลูกค้าประทับใจ และบอกต่อเอง เป็นการทำการตลาดแบบ Viral Marketing ที่มาจากบริการที่มีคุณภาพ และราคาที่เหมาะสม ไม่แพงเกินไป และไม่เอาเปรียบลูกค้า